Untitled

travelthisworld:

View of Chicago from Willis Tower, the second-tallest building in the U.S.
submitted by: thescepteredisle, thanks!

I will be there

travelthisworld:

View of Chicago from Willis Tower, the second-tallest building in the U.S.

submitted by: thescepteredisle, thanks!

I will be there

How long that i have been waiting for you

One year after i first know you….now you are in united state of america.. You did not feel any regret? You look happy and you dont even know that you leave your memory to me…

Miss you and wish i see you within this year @

7 habits

gradnessmadness:

Habit 1: Be Proactive

Take initiative in life by realizing that your decisions (and how they align with life’s principles) are the primary determining factor for effectiveness in your life. Take responsibility for your choices and the consequences that follow.

Habit 2: Begin with the End…

I will do it

Why the West Got Rich, Why China is Catching Up, and Why Russia is Not

oupacademic:

The usual explanation is that countries that we now call “developed”, or the “West”,  acquired in the 16th century and afterwards some features that were absent in more traditional societies. The list of these features ranges from the abolition of serfdom and protestant ethics, to the protection of property rights and free universities. The problem with this reasoning is that it is assumed that these features emerged initially only in North-Western Europe and only in the 16th-18th century. 

Dr. Vladimir Popov, Advisor in the UN Department of Economic and Social Affairs, and Professor Emeritus in New Economics School, Moscow, provides a different interpretation for how the West got rich.

China

mstrkrftz:

Koh Nangyuan, Thailand by Anthony Coronado


Thailand

“It is true that a thousand days cannot prove you right, but one day can prove you to be wrong.”

—   Nassim Nicholas Taleb on why mistakes matter (via creativesomething)

Yes

(via goodideaexchange)

Bad hair day & On the job training

ปัญหาหนึ่งที่หนักหัวมนุษย์จำนวนหลายพันล้านคนตั้้งแต่เริ่มต้นอารยธรรมแรกของมนุษย์ ก็คือ ทรงผม! เราไม่รู้ว่าทำไมหลังจากผ่านกระบวนการวิวัฒนาการมาหลายล้านปี จนเส้นขนตามใบหน้าและแขนขาลดน้อยลงเกือบเกลี้ยงแล้ว ยังมีเส้นผมกระจุกหนึ่งเหลือบนกลาบ! 

เส้นผมกระจุกนี้ทำให้มนุษยชาติมีปัญหากับมันมาตลอดประวัติศาสตร์มนุษย์ จะไว้ผมทรงไหนดี? จะตัดสั้นดีหรือยาว? จะตัดผมเปียหรือไว้ยาวประบ่า? จะดัดหรือจะไดร์? จะย้อมสีหรือไม่ย้อม? จะหยักหรือจะเหยียด? แม้จะเลือกโล้นแบบพระ ก็ยังต้องเสียเวลาโกนเรื่อยๆ ต่อให้ไม่สนใจรูปทรง ปล่อยเส้นผมไปตามยถากรรม ก็ยังต้องสระผมเพื่อป้องกันเหา

ทรงผมจึงเป็นเรื่องหนักหัวจริงๆ !

แต่ที่หนักหัวไม่แพ้กันก็คือ การหาช่างตัดผมที่ถูกใจ

เชื่อว่าทุกคนคงเคยผ่านประสบการณ์ฝันร้ายเป็นจริงเมื่อเดินออกจากร้านตัดผม แล้วมีคนทักว่า ดูไม่ดี หรือมองทรงผมของเราแล้วใบ้กิน ทำให้หมดความมั่นใจ หรือหมดอารมณ์ไปทั้งวัน (ความจริงมักเป็นหลายวันหรือหลายสัปดาห์จนกว่าจะทำให้มันเข้ารูปทรงได้อีกครั้ง) 

อาการนี้ภาษาอังกฤษใช้สำนวนว่า bad hair day เป็นวันที่อารมณ์หงุดหงิดเพราะทรงผมไม่ถูกใจ วลีนี้ยังรวมไปถึงวันที่ไม่มีอะไรเข้าที่เข้าทาง เห็นอะไรน่าหงุดหงิดไปหมด

นักภาษาศาสตร์เชื่อว่า สำนวนนี้้น่าจะเริ่มมาจากหนังเรื่อง Buffy the Vampire Slayer (1992) ตัวละคร Buffy พูดกับตัวละครแวมไพร์แขนเดียวว่า “I’m fine but you’re obviously having a bad hair day”

bad hair day เป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิด แต่คงยากจะหลีกพ้นไปตลอดชีวิต เพราะการตัดผมเป็นเรื่องที่ควบคุมไม่ได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้เสมอ เพราะช่างทำผมก็มีโอกาสอยู่ในอารมณ์ bad hair day เหมือนกัน! แต่โดยมากเกิดเพราะช่างทำผมอ่อนประสบการณ์

ผมเคยเจอช่างตัดผมที่ถามผมหลังจากตัดผมไปแล้วครึ่งหัวว่า “เอาไงต่อดี เพ่?”  

อ้าว! แร้วกัน! ถ้าเอ็งยังไม่รู้ว่าตัดยังไงจึงจะดี แล้วข้าจะรู้รึเนี่ย?

เคราะห์ร้ายจริงๆ ที่เจอช่างฝึกหัดพรรค์นี้ ถ้าเป็นช่างตัดเสื้อหรือกางเกง ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แค่ไม่สวมชุดนั้นก็สิ้นเรื่อง แต่เมื่อเป็นเส้นผม ก็จำต้องแบกทรงผมที่ไม่ชอบไปจนกว่ามันจะยาวออกมาใหม่

ปัญหาคือช่างตัดผมแบบ “เอาไงต่อดี เพ่” มีมากมาย ส่วนมากฝีมือไม่ถึง แต่มั่นใจว่าตัวเองเก่ง

การทำงานทุกวงการ ความเป็นมืออาชีพสำคัญอย่างยิ่ง ต้องใช้เวลาสั่งสมความเชื่อถือ ช่างตัดผมต้องไม่ถามลูกค้าเป็นอันขาดว่า “เอาไงต่อดี เพ่?” ทนายต้องไม่ถามลุกค้าเป็นอันขาดว่า “คุณว่าเราจะชนะคดีมั้ยเนี่ย?” หมอต้องไม่ถามคนไข้เป็นอันขาดว่า “ผมผ่าไตถูกข้างมั้ย?” พยาบาลต้องไม่ถามคนไข้ว่า “เข็มที่ใช้เมื่อกี้นี้เป็นเข็มใหม่หรือเปล่าค่ะ?” ช่างก่อสร้างต้องไม่ถามลูกค้าเป็นอันขาดว่า “คุณว่าผมใส่เหล็กที่ฐานรากพอรึเปล่า?” ฯลฯ

คำถามแบบนี้ทำให้ความน่าเชื่อถือของความเป็นมืออาชีพลดลง และทุกวงการ ความเชื่อถือสำคัญไม่แพ้ฝีมือ มันสะท้อนว่าใครคนนั้นไม่รู้งานที่ทำ และหากไม่รู้งาน ไหนเลยจะทำงานนั้นได้ดี

ฝรั่งเรียกคนทำงานฝีมือระดับฝึกหัดที่จับงานมืออาชีพว่า on the job training (แปลว่า ฝึกด้วยงานจริง) หมายถึงฝึมือยังไม่ถึงหรือไม่มีฝึมือ แต่ได้ทำงานจริง

มองไปทั่วโลก เราพบคนแบบ  on the job training มากมาย โดยเฉพาะในธุรกิจครอบครัว ลูกของเจ้าของกิจการรับงานต่อจากพ่อโดยไม่เคยผ่านการฝึกหัดอะไร พอเรียนจบก็รับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัทเลย บ้างก้าวขึ้นเป็นใหญ่โตทางการเมืองทั้งที่ไม่เคยมีประสบการณ์ใดๆ แต่เป็นเพื่อสืบสานตำแหน่งของพ่อหรืออำนาจของตระกูล ใช้งานจริงเป็นหนูทดลอง ใช้บริษัทเป็นสนามเด็กเล่น ใช้ประเทศเป็นแบบฝึกหัด

น้อยครั้งเราจะเห็นตัวอย่างของเจ้าของบริษัทบางคนที่ยืนยันให้ลูกทำงานในบริษัทของตนโดยเริ่มจากตำแหน่งต่ำสุดก่อน แล้วค่อยไต่เต้าขึ้นมาที่ระดับบน ทำให้ลูกรู้จักงานในแต่ละขั้น เ้ข้าใจความลำบากของลูกจ้าง และซาบซึ้งต่อรสชาติของชีวิต เมื่อวันหนึ่งก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุด ก็จะนำพาบริษัทไปสู่ความเจริญได้ง่ายขึ้น เพราะเข้าใจสรีระขององค์กรนั้นๆ อย่างถ่องแท้

สัจธรรมของฝึมือคือการสั่งสมต่อเนื่อง ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจถึงแก่น ฝึกฝนจนช่ำชอง เพราะการทำงานแต่ละสายมีลำดับ พัฒนาการของมัน

การก้าวขึ้นมาจากมือสมัครเล่นเป็นมืออาชีพต้องสั่งสมประสบการณ์ เรียนรู้บทเรียนจากความผิดพลาด ขวนขวายหาความรู้ใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องตลอดเวลา ต้องอาศัยทั้งความขยันและอดทน บางคนทำงานสายหนึ่งๆ มาทั้งชีวิต ก็ยังเป็นแค่ช่างฝึกหัด ไม่มีความมั่นใจในตนเองไม่รู้จักงานที่ทำ บ้างมีฝีมือแต่ไม่มีความคิด จึงไม่เคยก้าวพ้นจากระดับมือสมัครเล่น

เราทุกคนน่าจะเคยเห็นแม่ครัวเ่ก่งๆ ทำอาหารอร่อยเสร็จในนาทีเดียว ช่างฝีมือเย็บผ้าเสร็จในเวลาไม่กี่นาที ช่างปั้นหม้อดินทั้งใบในเวลาสั้นๆ คนแกะสลักประติมากรรมน้ำแข็งเสร็จสวยงามในเวลาไม่ถึงชั่วโมง ทำให้หลายคนคิดว่างานที่ทำได้เร็วอย่างนี้ย่อมไม่ยาก

ทว่าความสามารถทำงานเสร็จในเวลาสั้นๆ ขนาดนี้มาจากการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงนานหลายสิบปี จนคนกลายเป็นงาน งานกลายเป็นคน เชื่อมเป็นหนึ่งเดียว

ผมบอกนักเขียนหลายคนเสมอว่า อยากเป็นนักเขียนคุณภาพ ก็เผื่อเวลาไว้สัก 10-30 ปี ถ้ารีบร้อน ก็เป็นได้แค่นักเขี่ย

หลายคนถอดใจ หลายคนไม่เชื่อ เพราะเห็นตัวอย่างนักเขียนเบสต์เซลเลอร์มากมายที่อายุยังน้อยนิด แต่หากพิจารณาให้ละเอียดจะพบว่า กว่าจะเขียนหนังสือได้ดี ต้องผ่านการอ่านมาเป็นพันๆ หมื่นๆ เล่ม เพื่อเรียนรู้ ซึมซับรสอักษร จนสามารถแยกแยะออกระหว่างหนังสือดีกับไม่ดี ต้องผ่านการฝึกฝนภาษา การเดินเรื่อง การลำดับความ ฯลฯ กระบวนการทั้งหมดนี้ไม่อาจกินเวลาสั้นๆ ได้

นักเขียนชั้นครูจึงบอกต่อกันมาว่า ยิ่งรีบ ยิ่งเลอะ ยิ่งใจร้อน ยิ่งหลงทาง

ในแผ่นดินญี่ปุ่นสมัยโบราณยุคซามูไรรุ่งเรือง ชายหนุ่มคนหนึ่งอยากเป็นนักดาบ จึงไปสมัครเรียนกับอาจารย์ซามูไรท่านหนึ่ง เขาถามอาจารย์ว่า “ต้องใช้เวลาฝึกนานเท่าใดจึงสามารถเป็นนักดาบมือเยี่ยม?”

อาจารย์ตอบว่า “สิบปี”

"สิบปีเชียวหรือ! ถ้าเรียนแบบรวบรัดหน่อยเล่า?"

"แบบรวบรัดก็สักยี่สิบปี"

"ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าขอเรียนแบบลัดที่สุด ตัดส่วนที่ไม่จำเป็นทิ้งไป"

"แบบลัดที่สุดก็ต้องสามสิบปี"

ใช่! ยิ่งรีบ ยิ่งเลอะ ยิ่งใจร้อน ยิ่งหลงทาง 

กุมภาพันธ์ 2555 

วินทร์ เลียววาริณ เขียน 

"สถานะแรกเกิดของมนุษย์ไม่เท่ากัน แต่ทุกคนได้รับเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงต่อวันอย่างเสมอภาคกัน และการใช้เวลาเป็นสามารถยกสถานะของตนเองให้ดีขึ้นกว่าสถานะแรกเกิดได้" 

oupacademic:


The 17th century saw great, heroic voyages of discovery — voyages into the unknown, voyages potentially into the abyss. The 18th century saw a slow transformation in travel — if for no other reason than the incremental improvement and progress in the methods of travel. The world was gradually encompassed into the realm of the known, or at least of the knowable. No longer were vast spaces of the earth truly terra incognita. They might as yet be unexplored, harbouring surprises of their own, but these places and their peoples became part of current time and space, of everyday existence and experience.

Take a journey across this early modern world and explore tens of thousands of letters  from this period with Electronic Enlightenment!

Find your destination

oupacademic:

The 17th century saw great, heroic voyages of discovery — voyages into the unknown, voyages potentially into the abyss. The 18th century saw a slow transformation in travel — if for no other reason than the incremental improvement and progress in the methods of travel. The world was gradually encompassed into the realm of the known, or at least of the knowable. No longer were vast spaces of the earth truly terra incognita. They might as yet be unexplored, harbouring surprises of their own, but these places and their peoples became part of current time and space, of everyday existence and experience.

Take a journey across this early modern world and explore tens of thousands of letters  from this period with Electronic Enlightenment!

Find your destination

What Should I Do When I've Almost Run Out of Money?

moneyisnotimportant:

My family is seriously stretched thin for cash. Our credit cards are nearly maxed out and we wiped out our savings when my husband was laid off and then we had expensive medical bills. What can we do to get money fast and back on our feet again?

This is a great step-by-step resource if you ever find yourself in a situation like this.

Good

(via goodideaexchange)